กายภาพบําบัด

รู้หรือไม่ ? การกายภาพบำบัด มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

กายภาพบำบัด

เมื่อเกิดอาการปวดหลัง ปวดคอ บ่า ไหล่ สะโพก หรืออาการปวดเมื่อยตามร่างกายในส่วนอื่น ๆ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการไปนวดตามร้านนวด หรือเก้าอี้นวดตามห้างสรรพสินค้าเป็นอันดับแรก เพราะมีราคาย่อมเยา และเข้าถึงง่าย

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดเรื้อรัง การนวดอาจไม่ได้ผลเสมอไป โดยหนึ่งในศาสตร์ทางการแพทย์ที่เข้ามาช่วยรักษา และบำบัดอาการปวดเรื้อรัง ได้แก่ การทำกายภาพ (Physical Therapist) ซึ่งจะทำโดยนักกายภาพที่มีใบประกอบวิชาชีพ ทำให้วิเคราะห์อาการปวดตามร่างกายได้ตรงจุด และมีประสิทธิภาพ

หากใครที่ยังลังเลว่า ควรรักษาอาการปวดด้วยการทำกายภาพดีไหม ในบทความนี้ Align Clinic จะมาเผยประโยชน์ของการทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจ และมองเห็นถึงจุดเด่นของการรักษาในวิธีดังกล่าวมากขึ้น หากพร้อมแล้ว เราไปดูกัน

กายภาพบำบัด

6 จุดเด่นของการรักษาอาการปวด ด้วยการทำกายภาพบำบัด 

การทำกายภาพ (Physical Therapy: PT) คือ ศาสตร์ฟื้นฟูสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย และใช้เครื่องมือทางกายภาพ ที่เหมาะสมกับอาการปวดของคนไข้ เพื่อลดความเจ็บปวดตามบริเวณต่าง ๆ เนื่องจาก การทำกายภาพ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง และการเคลื่อนไหวของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

โดยจะดำเนินการรักษาโดยนักกายภาพผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้ และความชำนาญในการให้บริการผู้ป่วย ทั้งในระบบประสาท และกระดูกกล้ามเนื้อ ซึ่งการรักษาจะเริ่มตั้งแต่การตรวจประเมิน และวิเคราะห์อาการปวดของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อทำการรักษาที่เหมาะสมต่อไป โดยจุดเด่นของการทำกายภาพ มีดังต่อไปนี้

  • ลดอาการปวดได้ตรงจุด

การทำกายภาพไม่ใช่เพียงแค่การยืดหยุ่นร่างกาย ผ่านการออกกำลังกาย เหมือนที่ใครหลายคนเข้าใจเท่านั้น เพราะนักกายภาพ จะทำการวิเคราะห์อาการปวดของผู้ป่วยอย่างละเอียด ทั้งยังมีการใช้เครื่องมือทันสมัยเข้ามาใช้ในการรักษา ทำให้ลดอาการปวดได้ดี และรักษาลึกลงไปถึงต้นตอของอาการปวด เหมาะกับการรักษาอาการปวดฉับพลัน และปวดเรื้อรัง 

  • ร่างกายฟื้นตัว และผ่อนคลายยิ่งขึ้น

นอกจากจะช่วยลดอาการปวดแล้ว ในขั้นตอนการรักษาผ่านการทำกายภาพ ยังมีขั้นตอนที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย หลังจากการทำการรักษา เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายจากการปวด หรืออาการบาดเจ็บได้ดี ส่งผลให้การเคลื่อนไหว และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

  • แก้อาการปวดแบบเรื้อรัง

ประโยชน์ของการทำกายภาพบำบัดที่เห็นได้ชัด คือ การแก้ปัญหาอาการปวดแบบเรื้อรัง เพราะผู้เชี่ยวชาญจะทำการวิเคราะห์สาเหตุ ตั้งแต่ต้นตอของอาการ ซึ่งหากพบว่ามีอาการปวดมานาน ก็สามารถทำการรักษาได้อย่างตรงจุด 

  • ลดอาการบาดเจ็บซ้ำในอนาคต

โดยปกติแล้ว หลังจากการทำกายภาพเสร็จ ผู้เชี่ยวชาญจะเข้ามาช่วยวางแผนการออกกำลังกาย ตามท่าต่าง ๆ ที่ช่วยในการยืดหยุ่นร่างกาย และการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง ให้เหมาะสมกับอาการของคนไข้ เพื่อป้องกันการเกิดอาการปวด หรือบาดเจ็บบริเวณเดิมซ้ำ ๆ 

  • ลดการรับประทานยา

อย่างที่ทราบกันดีว่า การทำกายภาพ เป็นการรักษา และฟื้นฟูจนอาการปวดค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ เนื่องจาก การทำกายภาพในแต่ละครั้ง จะเน้นกระบวนการฟื้นฟูร่างกายตามธรรมชาติ ทำให้คนไข้ไม่จำเป็นต้องรับประทานยา หรือผ่าตัด ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพายา หรือหลีกเลี่ยงการผ่าตัด  

  • ผลข้างเคียงต่ำ

โดยทั่วไปแล้ว การทำกายภาพมีผลข้างเคียงต่ำ เมื่อเทียบกับการรักษาอาการปวดด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะการบำบัดด้วยการกายภาพ เป็นวิธีที่ไม่รุกล้ำร่างกาย (Invasive) ซึ่งผลข้างเคียงหลังการรักษา มีเพียงแค่อาการเจ็บเล็กน้อย หรือความตึงตัวหลังจากการรักษา แต่สามารถหายได้ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านั้น

ทั้งนี้ หากใครที่กำลังมองหาคลินิกกายภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาความเจ็บปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ขอแนะนำ Align Clinic สถานพยาบาลแพทย์ทางเลือก ที่พร้อมดูแลสุขภาพของคุณอย่างครบวงจร โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเรา พร้อมให้คำปรึกษา และรักษาอาการปวดของคุณอย่างตรงจุด

กายภาพบำบัด

เจาะลึก ประโยชน์ที่ได้รับจากการรักษา ที่คลินิกกายภาพบำบัด

อาการปวดตามกล้ามเนื้อ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่กวนใจ และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของใครหลายคน ทำให้คนส่วนใหญ่ ต้องมองหาวิธีบรรเทาอาการปวด ด้วยการไปนวดผ่อนคลาย การรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อ รวมถึงทายานวด และประคบร้อนในเวลาที่รู้สึกปวด

อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกว่าทำตามวิธีที่กล่าวไปแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกปวดเหมือนเดิม แนะนำให้ลองรักษาด้วยการทำกายภาพ กับคลินิกที่น่าเชื่อถือ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ไว้วางใจได้ โดย Align Clinic ได้รวบรวมข้อดีของการรักษาอาการปวด ที่คลินิกกายภาพบำบัดมาไว้ให้แล้ว ดังนี้

  • วิเคราะห์อาการปวดได้ตรงจุด

ก่อนเริ่มทำการรักษา นักกายภาพจะทำการสอบถามข้อมูลคนไข้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น คำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับอาการปวด ไปจนถึงคำถามเชิงลึก เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนการรักษา ให้ตรงกับอาการปวดของคนไข้แต่ละเคส ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพและตรงจุด

  • ใช้เครื่องมือทันสมัย

นอกเหนือจากการวิเคราะห์อาการปวดที่ตรงจุดแล้ว ก็ยังมีการใช้เครื่องมือรักษาสมัยใหม่ ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการรักษาคนไข้แต่ละเคส ยกตัวอย่างเช่น 

  • Shockwave: เป็นการใช้คลื่นกระแทก ในบริเวณที่มีอาการปวด เหมาะสำหรับการรักษาคนไข้ที่มีอาการปวดระยะเรื้อรัง
  • PMS: คือ เครื่องกระตุ้นเซลล์ประสาท ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อลดปวด คลายกล้ามเนื้อ โดยกระตุ้นผ่านทางเส้นประสาทโดยตรง อีกทั้งไม่ทำไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของอวัยวะโดยรอบ ทั้งยังช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยในกลุ่มที่มีอาการชาได้อีกด้วย
  • Ultrasound: เป็นการรักษาโดยใช้คลื่นเหนือเสียง โดยปล่อยความร้อนลึกออกมาใต้ผิวหนังที่ 1 ถึง 3 เซนติเมตร เพื่อลดอาการปวด และอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ
  • Electrical Stimulation: เป็นการรักษาโดยกระแสไฟฟ้าจะลงไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกิดการหดและคลายตัว เป็นการปั๊มเลือดเข้าสู่กล้ามเนื้อ ให้กล้ามเนื้อคลายตัวและยับยั้งกระแสประสาทที่ทำให้เกิดอาการปวด
  • รักษาอาการปวดได้หลายระดับ

ด้วยความที่เครื่องมือสำหรับทำกายภาพ มีให้เลือกรักษาตามอาการปวดของคนไข้แต่ละคน โดยแต่ละเครื่องมือสามารถรักษาได้ทั้งอาการปวดช่วงเริ่มต้น เช่น อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหลัง ปวดขา ปวดต้นคอ และปวดแขน ไปจนถึงอาการปวดเรื้อรัง

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ จุดเด่นของการรักษาอาการปวด ด้วยการทำกายภาพ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้สุขภาพของคุณเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

ทั้งนี้ หากคุณกำลังมองหาคลินิกกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญ อย่าลืมนึกถึง Align Clinic สถานพยาบาลไคโรแพรคติก และกายภาพชั้นนำของประเทศ ที่พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพของคุณอย่างครบวงจร ด้วยการเดินทางที่สะดวก และบริการที่เต็มไปด้วยความใส่ใจ จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่

Line: @alignclinic

Tel: 02-121-4854 หรือ 093-595-6262

กายภาพบำบัดคืออะไร เหมาะกับใครบ้าง?

กายภาพบำบัด (Physical Therapy) เป็นการฟื้นฟู และรักษาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อ รวมถึงเสริมสร้างความสามารถในการใช้ร่างกายด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกายบำบัด การใช้เครื่องมือทางกายภาพ การนวด และการประคบ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวด ผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา รวมถึงผู้ป่วยหลังผ่าตัด และผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกาย